5 ซูเปอร์ฟู๊ดที่ช่วยเพิ่มพลังงานให้กับร่างกาย

Superfoods

เราทุกคนต่างก็ต้องการพลังงานในการทำงานและเพิ่มความแข็งแกร่งในการทำกิจกรรมประจำวันแทบทั้งนั้น แต่ถ้าหากร่างกายของคุณไม่มีพลังงานมากพอในวันนั้นผลงานก็จะลงตามความอ่อนล้าไปด้วย บางคนจึงหันไปดื่มเครื่องดื่มสำเร็จชนิดต่างๆ เช่นเครื่องดื่มชูกำลัง น้ำอัดลม นมกล่อง หรืออมลูกกวาดเพื่อทดแทนพลังงานที่หายไป บางคนชอบกินอาหารว่างหรืออาหารสำเร็จรูปแทนสำหรับเติมพลังงานในแต่ละวัน

น้ำตาลของเครื่องดื่มและอาหารสำเร็จรูปเหล่าก็ถูกเผลาผลาญไปอย่างรวดเร็วหลังจากคุณดื่มหรือกินอาหารเหล่านี้ไปแล้วไม่นาน พลังงานในร่างกายก็ลดลงเร็วส่งผลเสียจนคุณดูเซื่องซึมและอารมณ์เสียง่ายขึ้น

ข่าวดีก็คือยังมีวัตถุดิบหรืออาหารบางชนิดที่ให้พลังงานสูงและอยู่ได้นาน มันช่วยป้องกันไม่ให้น้ำตาลในเส้นเลือดลดลงแบบกะทันหัน อาหารประเภทนี้มักมีคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อนซึ่งเป็นที่ทราบรู้กันดีอยู่แล้วว่ามันย่อยได้ช้ากว่าคาร์โบไฮเดรตทั่วไป นั่นคือคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อนให้พลังงานได้นานกว่า มีซูเปอร์ฟู๊ดหลายชนิดช่วยพลังงานชนิดให้กับร่างกายแต่บทความนี้เราแนะนำเพียง 5 ซูเปอร์ฟู๊ดนี้เท่านั้น เพราะมันหาง่าย ราคาถูก และเพิ่มพลังงานให้คุณได้ดีมากพร้อมสรรพคุณทางด้านสุขภาพ

1. ข้าวโอ๊ต

ข้าวโอ๊ตเป็นซูเปอร์ฟู๊ดยอดเยี่ยมมากชนิดหนึ่งในการเพิ่มพลังงานให้กับร่างกายของคุณโดยเฉพาะมื้ออาหารเช้า เพราะว่าทำง่าย สะดวกและประหยัดเวลา ข้าวโอ๊ตเต็มไปด้วยพลังงานและเส้นใยอาหาร ข้าวโอ๊ตจำนวน 117 กรัม (หรือ 1 ออนซ์) ให้พลังงานถึง 120 แคลอรี่ นอกจากนั้นแล้วข้าวโอ๊ตยังมีค่าดัชนีน้ำตาลในเส้นเลือดต่ำอีกด้วยจึงเป็นอาหารที่เหมาะสำหรับผู้ป่วยโรคเบาหวาน

2. โยเกิร์ต

เคล็ดลับอีกอย่างหนึ่งในการปล่อยน้ำตาลกูลโคสเข้าเส้นเลือดอย่างช้าๆ ก็คือ การผสมคาร์โบไฮเดรตเข้ากับสารอาหารตัวอื่น ตัวอย่างเช่น รวมคาร์โบไฮเดรตเข้าไว้กับโปรตีน เพราะโปรตีนจะช่วยชะลอการย่อยคาร์โบไฮเดรตทำให้ร่างกายรักษาระดับพลังงานได้ดีขึ้น เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ตามตัวอย่างนี้คุณจะต้องกินโยเกิร์ตธรรมดาหลังจากกินอาหารอิ่มแล้ว โยเกิร์ตจากธรรมชาติมีโปรตีนสูงมาก โยเกิร์ต 170 กรัม(1 ถ้วยตวง) มีโปรตีน 17 กรัม มีคาร์โบไฮเดรต10 กรัม และให้พลังงาน 100 แคลอรี่

3. ถั่วเปลือกอ่อน

พืชตระกูลถั่วเปลือกอ่อนต่างก็ได้รับการยกย่องว่าเป็นแหล่งโปรตีนที่ดีที่สุดพร้อมให้ไขมันจากธรรมชาติน้อยด้วย แต่คุณรู้หรือไม่ว่าเมล็ดถั่วเปลือกอ่อนนั้นเป็นอาหารเพิ่มพลังงานจากธรรมชาติที่ดีอีกชนิดหนึ่งด้วย ถั่วเปลือกอ่อนปรุงสุก 1 ช้อนโต๊ะ ( 11 กรัม) ให้พลังงานสูงถึง 14 แคลอรี่ นั่นคือหากคุณกินถั่วปรุงสุกหนึ่งถ้วยตวงหรือ 177 กรัมจะได้พลังานสูงถึง 225 แคลอรี่ ซูเปอร์ฟู๊ดพืชตระกูลถั่วยอดนิยมก็ได้แก่ เมล็ดถั่วฝักยาว ถั่วเหลือง ถั่วแดง ถั่วเขียว ถั่วลูกไก่หรือถั่วชิกพี เป็นต้น

4. ถั่วเปลือกแข็ง

เคยสงสัยกันไหมว่าทำไมแซนวิชเนยถั่วลิสงเพียงหนึ่งชิ้นสามารถให้พลังงานได้มากพอที่จะผลักความซบเซาในยามบ่ายออกไปได้ ก็เพราะเมนูที่มีส่วนผสมของเมล็ดถั่วเปลือกแข็งต่างๆ ทั้ง ถั่วลิสง ถั่วอัลมอลล์ วอลนัท และอื่นๆ มีเส้นใยอาหารเยอะมากทำให้กระเพราะอาหารย่อยช้าลง กระบวนการส่งโมเลกุลน้ำตาลกูลโคสไปยังเซลต่างๆ ภายในร่างกายมีความสมดุลมากขึ้น

การกินถั่วเปลือกแข็งหรือสูตรเมนูโปรดจากถั่วเหล่านี้ไม่ได้เพิ่มแค่เพียงพลังงานเท่านั้น มันยังเพิ่มโปรตีนและไขมันจากธรรมชาติตามมาอีกด้วย ถั่วเปลือกแข็งยอดนิยมก็ได้แก่ ถั่วแมคคาเดเมีย ถั่วอัลมอนด์ ถั่วพิสตาซิโอ ถั่วลิสง ถั่วพีแคน มะม่วงหิมพานต์ เฮเซลนัท และวอลนัทเป็นต้น

5. ผลไม้สด

หากคุณต้องการดื่มด่ำกับเครื่องดื่มรสหวานพร้อมส่งมอบพลังงานให้กับร่างกายอย่างรวดเร็วก็คือการกินผลไม้สด ปั่นเป็นน้ำสมูทตี้ หรือคั้นเป็นน้ำผลไม้สด ถือเป็นทางเลือกที่ดีต่อสุขภาพมากว่าเครื่องดื่มสำเร็จรูปทุกชนิดไม่ว่าจะเป็นเครื่องดื่มชูกำลัง เครื่องดื่มสุขภาพ น้ำอัดลม น้ำดื่มเกลือแร่ ชาหรือกาแฟกระป๋อง สอดคล้องกับงานวิจัยหลายๆ ชิ้นว่าผลไม้สดหรือน้ำผลไม้ปั่น เช่น สมูทตี้ ต่างอุดมไปด้วยน้ำตาลฟุลกโตส ซูโคส และกูลโคส ซึ่งร่างกายสามารถย่อยและดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือดได้ทันที

ถ้าคุณกินผลไม้ที่มีเส้นใยอาหารสูง เช่น กล้วยหอม มันยิ่งชะลอการย่อยอาหารในกระเพาะลงไปได้อีกส่งผลให้ระดับพลังงานภายในร่างกายมีความสมดุลมากขึ้น นอกจากนั้นผลไม้ยังอุดมไปด้วยวิตามินและแร่ธาตุสำคัญๆ อีกหลายตัวที่ดีต่อสุขภาพ

การกินอาหารเพื่อสุขภาพควรเลือกเมนูให้เหมาะสมกับเพศ วัย น้ำหนักตัว หรืออาการเจ็บป่วยของแต่ละคน เมนูอาหารล้วนสร้างความแตกต่างให้กับพลังงานและสุขภาพของคุณได้

ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพหลายคนแนะนำว่าหากคุณต้องการเพิ่มพลังานให้ร่างกายเป็นประจำก็ควรกินอาหารจำนวนน้อยๆ แต่บ่อยครั้งมากขึ้น นั่นคือกินอาหารประมาณสองถึงสามชั่วโมงต่อหนึ่งมื้อแทนการกินอาหารปริมาณมากเพียงครั้งเดียว พูดง่ายๆ ก็คือ กินอาหารบ่อยขึ้นแต่กินในจำนวนที่น้อยลง